เคล็ดลับเลี้ยงลูกยุคดิจิทัลเมื่อต้องอยู่บ้านยาวขึ้น

1    1,521    9    18 พ.ค. 2563 14:25 น.   
แบ่งปัน

เคล็ดลับเลี้ยงลูกยุคดิจิทัลเมื่อต้องอยู่บ้านยาวขึ้น

   จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้สถานศึกษาต้องเลื่อนเปิดเทอมออกไป พ่อแม่หลายคนจึงมองหาวิธีรับมือกับช่วงปิดเทอมของเด็กๆ ที่ยาวนานขึ้น และเพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ แอลจี ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จึงได้รวบรวมคำแนะนำการเลี้ยงลูกยุคดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ของเด็กๆ รวมถึงดูแลสุขภาพของพวกเขาให้แข็งแรงปลอดภัย พร้อมเสริมทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ที่บ้าน

การสนับสนุนการใช้งานสื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ
สื่อออนไลน์ช่วยให้เด็กๆ ยุคดิจิทัลติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายดายและรวดเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการเข้าสังคมและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ควรคอยให้คำแนะนำแก่ลูกๆ ในการใช้งานสื่อออนไลน์อยู่เสมอ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบต่างๆ จากการสร้างรอยเท้าบนโลกดิจิทัล รวมถึงกระตุ้นการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมภายในครอบครัว และควรกำหนดระยะเวลาการใช้งานสื่อออนไลน์ที่เหมาะสม ส่งเสริมการใช้เวลาในการเล่นแบบออฟไลน์ที่มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เช่นกัน
 

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ได้ให้คำแนะนำว่า “พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกใช้งานสื่อออนไลน์อย่างเป็นประโยชน์และชาญฉลาด ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข่าวสาร มีทั้งข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ แต่ก็มีข้อมูลเท็จปะปนอยู่ด้วย พ่อแม่จึงต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีพร้อมพัฒนาทักษะเชิงดิจิทัล กรองข้อมูลเหล่านั้นผ่านการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำกับลูกๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ พ่อแม่ยังควรให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของลูกๆ ให้ปลอดภัย เนื่องจากการใช้งานสื่อออนไลน์อาจนำมาซึ่งอันตรายหากไม่ระมัดระวัง เช่น การเช็คอิน เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอีกในอนาคต จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเอไอ”

ดูแลสุขภาพร่างกายด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
เมื่อต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง การสร้างอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยพ่อแม่ยุคดิจิทัลสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกๆ ผ่านการสูดอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีให้เลือกมากมาย จึงควรพิจารณาคุณสมบัติต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าในช่วงเวลาที่ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ เครื่องฟอกอากาศ LG PuricareTM สามารถตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็กถึง PM 1.0 (เล็กกว่า PM 2.5) เชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอากาศต่างๆ กลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ และ Clean Booster ที่ช่วยส่งลมได้ไกลถึง 7.5 เมตร โดยเครื่องฟอกอากาศรุ่ น Double มาพร้อมโหมด Baby care ที่ส่งลมบริสุทธิ์ส่วนล่าง เหมาะกับบ้านที่มีเด็กเล็กวัยคลาน ในขณะที่เครื่องฟอกอากาศขนาดพกพา แอลจี เพียวริแคร์ มินิ เป็นเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะแก่การพกพานำไปใช้งานในทุกที่ เช่น วางไว้บนโต๊ะระหว่างทำงานหรือขณะกินข้าว หรือติดไว้กับรถเข็นของลูกน้อย เป็นต้น ยังสามารถเลือกใช้เครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่มาพร้อมระบบฟอกอากาศ เช่น เครื่องปรับอากาศแอลจี DUALCOOL รุ่น IL ที่มอบอากาศสะอาดบริสุทธิ์ สามารถตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็กถึง PM 1.0 หน้าจอ Smart Display บอกสถานะคุณภาพอากาศ ภายในห้อง และด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ดูอัล อินเวอร์เตอร์ ทำให้ประหยัดค่าไฟในฤดูร้อนได้อีกด้วย
 

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “มลภาวะอากาศภายในบ้านมี 2 ประเภทที่ควรระมัดระวัง ประเภทแรกคือฝุ่นจิ๋วที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ซึ่งรวมถึงอนุภาคสารระคายเคืองที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ เชื้อราในอากาศที่เข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้โดยตรง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกรองได้เมื่อสูดอากาศหายใจเข้าไป โดยเด็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะปอดยังเติบโตไม่เต็มที่ มลภาวะทางอากาศอีกชนิดที่ควรเฝ้าระวังโดยเฉพาะครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม คือกลุ่มสารเคมีไนโตรเจนออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโลหะหนัก เช่น ปรอท แคดเมียม สามารถกระจายได้ในอากาศ การใช้เครื่องฟอกอากาศจึงช่วยลดผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศทั้งสองชนิดได้ โดยต้องมั่นใจว่าเครื่องฟอกอากาศที่เลือกใช้นั้นมีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้แท้จริง”

ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ในด้านการส่งเสริมทักษะและความรู้ของลูกอย่างต่อเนื่องจากที่บ้าน สมาร์ททีวีอาจมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ไม่เพียงแค่เพื่อการรับชมรายการความบันเทิงเท่านั้น แต่พ่อแม่ยังสามารถใช้ทีวีเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าเว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ผ่านบราวเซอร์บนสมาร์ททีวี พร้อมควบคุมผ่านเมจิกรีโมทได้อย่างง่ายดาย หรือเชื่อมต่อแป้นคีย์บอร์ดและเม้าส์ทางช่องเสียบ USB เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น การดูคอนเทนต์สารคดี การ์ตูน หรือความบันเทิงต่าง ๆ จากแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนร่วมกับลูกก็สบายตามากขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Screen Mirroring ที่ให้ผู้ใช้งานแชร์คอนเทนต์จากสมาร์ทโฟนไปยังทีวีได้ทันที และยังเปลี่ยนจอทีวีเป็นจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ได้เพียงต่อคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปเข้ากับทีวีด้วยสาย HDMI

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการถนอมสายตาของลูกด้วยเช่นกัน นอกจากกำหนดระยะเวลาการใช้ทีวีให้เหมาะสมในแต่ละวันแล้ว การเลือกทีวีที่มีเทคโนโลยีช่วยถนอมสายตาก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการได้รับแสงสีฟ้า (Blue Light) จากจอดิจิทัลต่าง ๆ ในระยะยาวอาจเกิดผลเสียต่อการทำงานของจอประสาทตาและสมอง อาจทำให้เด็กสมาธิสั้นและส่งผลต่อการนอนหลับได้ จึงควรเลือกทีวีที่มีอัตราการเปล่งแสงสีฟ้าอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการวิจัยของ TUV Rheinland องค์กรตรวจสอบอิสระชั้นนำระดับโลก พบว่าทีวี OLED ของแอลจี มีอัตราการเปล่งแสงสีฟ้าเพียงแค่ 29% ต่ำกว่าระดับที่อาจส่งผลต่อสุขภาพซึ่งกำหนดไว้ที่ 50% และต่ำกว่าจอ LCD โดยทั่วไปที่เปล่งแสงสีฟ้ามากถึง 64% ทีวี OLED จากแอลจีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่ที่มองหาทีวีที่เป็นทั้งสื่อความบันเทิง และการศึกษาให้ลูกในช่วงที่ต้องอยู่บ้านนานขึ้นเช่นนี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th
ข่าวสารและกิจกรรมอื่นๆ
ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จับมือยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัวถุงช้อปปิ้ง รุ่นลิมิตเต็ดเอดิชัน “Read for Discovery” จุดประกายจินตนาการ ชวนลูกค้ามีส่วนร่วมสนับสนุนการอ่านเด็กไทย ผ่านทุกการช้อป สำนักพิมพ์แม่บ้าน
ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จับมือยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัวถุงช้อปปิ้ง รุ่นลิมิตเต็ดเอดิชัน “Read for Discovery” จุดประกายจินตนาการ ชวนลูกค้ามีส่วนร่วมสนับสนุนการอ่านเด็กไทย ผ่านทุกการช้อป
ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม ผ่านความร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัวถุงช้อปปิ้งท็อปส์ รุ่นลิมิตเต็ดเอดิชัน “Read for Discovery” ราคา 9 บาท เชิญชวนลูกค้าร่วมสนับสนุนการพัฒนาทักษะการอ่าน และการเรียนรู้ของเด็กๆ ในประเทศไทยอย่างทั่วถึง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายถุงช้อปปิ้งดังกล่าวจะนำไปสมทบทุนโครงการ “Every Child Can Read” ขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างครอบคลุม ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมในโอกาสครบรอบ 30 ปีของท็อปส์ ที่มุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง